ด่าน 1-10 · ก่อนขึ้นดอย

ใส่ $100 ปี 1928 วันนี้ได้เท่าไหร่

อ่านราว 5 นาทีคลิปกำลังจะมา
ในด่านนี้ · 6 หัวข้อ
  1. ใครให้เท่าไหร่ และแลกกับอะไร
  2. ผลต่างปีละไม่กี่ % คือทั้งหมดของเรื่องนี้
  3. ระหว่างทางที่ตารางไม่ได้บอก
  4. ตารางนี้บอกอะไรไม่ได้บ้าง
  5. ของไทยที่ยืนยันได้ตอนนี้มีแค่สองตัว
  6. สรุป
$2,579$1,157,591

เงินก้อนเท่ากัน ปีเดียวกัน · ต่างกันแค่ไปอยู่กลุ่มไหน

ด่านนี้เป็นด่านที่ผมชอบที่สุดในซีซั่นนี้ เราจะทำการทดลองง่าย ๆ คือใส่เงิน 100 ดอลลาร์ในปี 1928 แล้วไม่แตะเลยจนถึงวันนี้ เกือบ 100 ปีพอดี ถ้าใส่ไว้ในตั๋วเงินคลังซึ่งปลอดภัยที่สุด วันนี้ได้ 2,579 ดอลลาร์ แต่ถ้าใส่ไว้ในหุ้น วันนี้ได้ 1,157,591 เงินก้อนเท่ากัน ปีเดียวกัน ต่างกัน 449 เท่า ต่างกันแค่ไปอยู่กลุ่มไหน

จบด่านนี้ ตอบได้ 3 ข้อ

  1. ผลต่างปีละไม่กี่ % ทบร้อยปี แล้วเป็นเท่าไหร่
  2. คนที่ถือจริง ต้องทนอะไร ระหว่างทาง
  3. ตารางนี้ บอกอะไรไม่ได้บ้าง
1 · ตารางร้อยปี

ใครให้เท่าไหร่ และแลกกับอะไร

สินทรัพย์สหรัฐ 1928–2025ได้ต่อปีแกว่งปีที่แย่สุด$100 กลายเป็น
หุ้น (รวมปันผล)10.02%19.4%−43.8% (1931)$1,157,591
หุ้นกู้เอกชน Baa6.63%7.7%−15.7% (1931)$53,953
ทอง5.61%21.5%−32.6% (1981)$21,021
พันธบัตรรัฐบาล 10 ปี4.53%7.9%−17.8% (2022)$7,714
ราคาบ้าน4.20%6.2%−12.0% (2008)$5,626
ตั๋วเงินคลัง 3 เดือน3.37%3.0%ไม่เคยติดลบ$2,579

ตารางนี้อ่านจากซ้ายไปขวานะครับ คอลัมน์แรกคือของ คอลัมน์ที่สองคือได้ต่อปี คอลัมน์ที่สามคือแกว่งแค่ไหน คอลัมน์ที่สี่คือปีที่แย่ที่สุด และคอลัมน์สุดท้ายคือเงิน 100 ดอลลาร์กลายเป็นเท่าไหร่ หุ้นให้ 10.02 กลายเป็น 1,100,000 แต่แลกกับปีที่หายไป 44% หุ้นกู้เอกชนให้ 6.63 กลายเป็น 54,000 ทองให้ 5.61 กลายเป็น 21,000 พันธบัตร 10 ปีให้ 4.53 ราคาบ้าน 4.2 และตั๋วเงินคลัง 3.37 กลายเป็น 2,500 สิ่งที่ผมอยากให้จำที่สุดคือ คอลัมน์แกว่งกับคอลัมน์ปีที่แย่สุด นั่นคือราคาที่เราจ่ายเพื่อจะได้คอลัมน์แรก ไม่มีใครได้คอลัมน์แรกฟรี ๆ

คอลัมน์ “แกว่ง” กับ “ปีที่แย่สุด” คือราคาที่จ่ายเพื่อได้คอลัมน์แรก

ที่มา [1]

1 · ดูเป็นภาพ

ผลต่างปีละไม่กี่ % คือทั้งหมดของเรื่องนี้

ผลต่างปีละไม่กี่ % คือทั้งหมดของเรื่องนี้ — ตั๋วเงินคลัง vs หุ้น ต่างกัน 6.7 จุด · ทบ 98 ปีแล้ว ต่างกัน 449 เท่า
แท่งเรียงจากซ้าย: ตั๋วเงินคลัง · ราคาบ้าน · พันธบัตร · ทอง · หุ้นกู้ · หุ้น
ตั๋วเงินคลัง vs หุ้น
ต่างกัน 6.7 จุด
ทบ 98 ปีแล้ว
ต่างกัน 449 เท่า

กราฟนี้ทำให้เห็นสิ่งที่ตารางไม่บอก ความต่างระหว่างตั๋วเงินคลังกับหุ้นคือ 6.7% ต่อปี ซึ่งดูแล้วไม่เยอะเลย แต่พอทบกัน 98 ปี ปลายทางต่างกัน 449 เท่า นี่คือดอกทบต้นที่เราคุยกันในด่าน 1-5 แต่อยู่ในสเกลที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เรามีข้อมูล และเป็นเหตุผลที่ผมบอกว่าอย่าไปดูถูกผลต่างไม่กี่เปอร์เซ็นต์ต่อปี ไม่ว่าจะเป็นผลตอบแทนหรือค่าธรรมเนียม

ต่างกัน 6.7 จุดต่อปี ทบ 98 ปี กลายเป็น 449 เท่า

นี่คือดอกทบต้นจากด่าน 1-5 ในสเกลที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่มีข้อมูล

ที่มา [1]

2 · แลกมาด้วยอะไร

ระหว่างทางที่ตารางไม่ได้บอก

−43.8%
ปีที่แย่ที่สุดของหุ้น (1931) เงินล้านเหลือห้าแสนหกในปีเดียว

และมันไม่ได้จบในปีเดียว

ปี 1929 ถึง 1932 หุ้นสหรัฐลงติดกันสี่ปี

คนที่อยู่ในนั้นไม่รู้ว่าจะจบเมื่อไหร่ และไม่มีตารางให้ดูเหมือนเรา

ตารางเมื่อกี้เห็นแต่ปลายทาง แต่คนที่ถือจริง ๆ ต้องเดินผ่านอะไรบ้าง ปีที่แย่ที่สุดของหุ้นคือปี 1931 หายไป 43.8% ในปีเดียว เงินล้านเหลือ 560,000 และมันไม่ได้จบในปีเดียวด้วย ปี 1929 ถึง 1932 หุ้นสหรัฐลงติดกัน 4 ปี คนที่อยู่ในช่วงนั้นไม่รู้เลยว่าจะจบเมื่อไหร่ และไม่มีตารางให้ดูเหมือนที่เรามีตอนนี้

เพราะฉะนั้นตัวเลข 10% ต่อปี ต้องอ่านคู่กับปีแบบนี้เสมอ เพราะคนที่ได้ 10% คือคนที่ยังถืออยู่ตอนปี 1932 ไม่ใช่คนที่ขายไปแล้ว

ตัวเลข 10% ต่อปี ต้องอ่านคู่กับปีแบบนี้เสมอ

คนที่ได้ 10% คือคนที่ยังถืออยู่ตอนปี 1932 ไม่ใช่คนที่ขายไปแล้ว

ที่มา [1]

3 · ข้อจำกัด

ตารางนี้บอกอะไรไม่ได้บ้าง

  • เป็นสหรัฐตลาดเดียว และเป็นตลาดที่ชนะร้อยปีนี้สหรัฐคือประเทศที่โตเร็วที่สุดในโลกพอดี · ตลาดอื่นให้ผลคนละแบบ (ดูญี่ปุ่นในด่าน 1-8)
  • ยังไม่หักเงินเฟ้อหุ้น 10.02% ต่อปี ถ้าหักของที่แพงขึ้นราว 3% ต่อปี เหลือราว 7% — ยังมากอยู่ แต่ไม่ใช่ 10%
  • ไม่มีค่าธรรมเนียม ไม่มีภาษี ไม่มีคนขายกลางทางเป็นผลของการถือครบทุกปีโดยไม่ทำอะไรเลย ซึ่งแทบไม่มีใครทำได้จริง

เรื่องสุดท้ายและสำคัญที่สุดของด่านนี้ คือตารางนี้บอกอะไรไม่ได้บ้าง ข้อแรก มันเป็นสหรัฐตลาดเดียว และบังเอิญเป็นตลาดที่ชนะ 100 ปีนี้สหรัฐคือประเทศที่โตเร็วที่สุดในโลกพอดี ตลาดอื่นให้ผลคนละแบบ อย่างญี่ปุ่นที่เราดูกันไปในด่านที่แล้ว ข้อสอง ตัวเลขทั้งหมดยังไม่หักเงินเฟ้อ หุ้น 10.02% ต่อปี ถ้าหักของที่แพงขึ้นราว 3% ต่อปี เหลือราวเจ็ด ซึ่งยังมากอยู่

แต่ไม่ใช่ 10 และข้อสาม ตัวเลขนี้ไม่มีค่าธรรมเนียม ไม่มีภาษี และสมมติว่าเราถือครบทุกปีโดยไม่ทำอะไรเลย ซึ่งแทบไม่มีใครทำได้จริง

ตารางนี้คือสิ่งที่เคยเกิดขึ้น ไม่ใช่สิ่งที่รับประกันว่าจะเกิดอีก

ที่มา [2]

แล้วของไทยล่ะ

ของไทยที่ยืนยันได้ตอนนี้มีแค่สองตัว

  • เงินเฟ้อไทย เฉลี่ยปีละ 1.85% (2000–2025)จาก World Bank — ตัวเลขนี้เราใช้มาตั้งแต่ด่าน 1-1
  • ดอกเบี้ยเงินฝากเฉลี่ยปี 2025 = 1.15%จาก World Bank (IMF IFS) — ต่ำกว่าเงินเฟ้อเฉลี่ยของช่วงเดียวกัน
  • ยังไม่มี: ผลตอบแทนหุ้นไทยรวมปันผล และทองในรูปเงินบาทยังหาชุดข้อมูลที่อ้างอิงได้ยาวพอไม่ได้ · ถ้าได้เมื่อไหร่จะทำคลิปเสริมให้

แล้วของไทยล่ะครับ ต้องบอกตรง ๆ ว่าตอนนี้ผมยืนยันได้แค่สองตัว คือเงินเฟ้อไทยเฉลี่ยปีละ 1.85% ตั้งแต่ปี 2000 กับดอกเบี้ยเงินฝากเฉลี่ยปี 2025 ที่ 1.15% ส่วนผลตอบแทนหุ้นไทยรวมปันผล กับราคาทองในรูปเงินบาทย้อนหลังยาว ๆ ผมยังหาชุดข้อมูลที่อ้างอิงได้ยาวพอไม่ได้ ถ้าได้เมื่อไหร่จะทำคลิปเสริมให้ ผมคิดว่าการบอกว่าไม่มีข้อมูล ดีกว่าเอาตัวเลขที่เช็กไม่ได้มาใช้

ไม่มีข้อมูล ก็บอกว่าไม่มี ดีกว่าเอาตัวเลขที่เช็กไม่ได้มาใช้

ที่มา [3]

สรุปสั้น ๆ

  1. $100 ปี 1928 · ตั๋วเงินคลังได้ $2,579 · หุ้นได้ $1,157,591 — ต่างกัน 449 เท่า
  2. ผลต่างที่ทำให้ห่างขนาดนั้น คือแค่ 6.7% ต่อปี ทบกัน 98 ปี
  3. แต่คนที่ได้ตัวเลขนั้น คือคนที่ทนปี 1931 ที่หายไป 43.8% ได้
ตัวเลขปลายทางกับสิ่งที่ต้องทนระหว่างทาง เป็นของคู่กันเสมอ

แหล่งข้อมูล

  1. Damodaran (NYU Stern) — ผลตอบแทนรายปีของสินทรัพย์สหรัฐ 1928–2025 · ผลตอบแทนตัวเงิน ยังไม่หักเงินเฟ้อ · ข้อมูลของ Damodaran
  2. Damodaran (NYU Stern) — ผลตอบแทนรายปีของสินทรัพย์สหรัฐ 1928–2025 · ผลตอบแทนตัวเงิน ยังไม่หักเงินเฟ้อ · ราคาบ้านไม่รวมค่าเช่าที่เก็บได้ · ข้อมูลของ Damodaran
  3. World Bank (World Development Indicators) — ดัชนีราคาผู้บริโภคและดอกเบี้ยเงินฝากเฉลี่ยของไทย · ดัชนีราคาผู้บริโภค (World Bank) · ดอกเบี้ยเงินฝาก (World Bank)

คลิปนี้ทำไว้ให้ความรู้ ไม่ได้ชวนซื้อขายอะไรทั้งนั้น · ข้อมูลผลตอบแทน: Damodaran (NYU Stern) · สินทรัพย์สหรัฐ 1928–2025 · ยังไม่หักเงินเฟ้อ